วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หน่วยความจำสำรอง

หน่วยความจำรอง
(Secondary Memory unit หรือ Secondary Storage หรือ External Storage)


หน่วยความจำรองหรือหน่วยเก็บข้อมูล (Storage) มีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ไว้ และสามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกตามต้องการ
หน่วยความจำรอง เป็นหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อมูล และโปรแกรมที่ต้องการใช้งานในคราวต่อไปได้ ซึ่งสามารถบรรจุข้อมูลและโปรแกรมได้เป็นจำนวนมาก เป็นหน่วยเก็บข้อมูลถาวรที่ผู้ใช้สามารถย้ายข้อมูลและคำสั่งที่อยู่ในหน่วยความจำแรม ขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานมาจัดเก็บไว้ได้ด้วยคำสั่งบันทึกของโปรแกรมประยุกต์ ทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลและคำสั่งมาใช้ในภายหลัง
หน่วยความจำรองมีความจุข้อมูลมากกว่าหน่วยความจำหลักและมีราคาถูกกว่า แต่เข้าถึงข้อมูลได้ช้ากว่าหน่วยความจำแรม อุปกรณ์หน่วยความจำรองที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้ 

1. แผ่นบันทึก (floppy disk หรือ diskette) 
ไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มีเครื่องขับแผ่นบันทึกอย่างน้อยหนึ่งตัว แผ่นบันทึกที่ใช้ในปัจจุบันมีขนาด 3.5นิ้ว ตัวแผ่นบันทึกเป็นแผ่นบางฉาบผิวด้วยสารแม่เหล็กอยู่ในกรอบพลาสติกแข็ง เพื่อป้องกันการขีดข่วน  

1.1 ระบบการทำงานของฟลอปปี้ดิสก์
เทียบกับฮาร์ดดิสก์ โดยตัวจานหมุนจะเป็นวัสดุที่อ่อนนิ่ม เช่น ไมลาร์ (Mylar) ที่เป็นพลาสติกสังเคราะห์เคลือบสารแม่เหล็กเอาไว้ ในดิสก์ 1 แผ่นจะมีจานเดียว หัวอ่านจะเลื่อนเข้าไปอ่านข้อมูลและจะสัมผัสกับแผ่นดิสก์โดยตรง ทำให้แผ่นมีการสึกหรอได้ง่าย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจะมีการส่งสัญญาณไปเปลี่ยนแปลงค่าสนามแม่เหล็กที่หัวอ่าน เมื่อตัวไดรว์ของดิสก์อ่านข้อมูลได้แล้วจะทำการส่งต่อให้กับคอนโทรลเลอร์ควบคุมแบบอนุกรมทีละบิตต่อเนื่องกัน ขณะที่ฟลอปปี้ไดรว์ทำงาน อุปกรณ์อื่น ๆ ต้องหยุดรอ ทำให้การทำงานของระบบเกือบจะหยุดชะงักไป ที่มุมด้านหนึ่งของฟลอปปี้ดิสก์จะมีกลไกป้องกันการเขียนทับข้อมูล (write-protect) หากเป็นแผ่น 5.25 นิ้ว จะเป็นรอยบากซึ่งหากปิดรอยนี้จะไม่สามารถเขียนข้อมูลได้ ต่างกับ ดิสก์ 3.5 นิ้ว ที่จะเป็นสลักพลาสติกเลื่อนไปมา หากเลื่อนเปิดเป็นช่องจะบันทึกไม่ได้

floppy disk ขนาด 3.5 นิ้ว


floppy disk ขนาด 5.5 นิ้ว

1.2  ความจุของฟลอปปี้ดิสก์แบบต่าง ๆ
ขนาด
แบบที่เรียกว่า
ด้านที่บันทึก
ความจุข้อมูล
5.2นิ้ว
Single sided-Double Density
1
160/180 KB
5.2นิ้ว
Double sided-Double Density
2
320/360 KB
5.2นิ้ว
HD(High Density)
2
1.2 MB
3.5 นิ้ว
Double sided-Single Density
2
720 KB
3.5 นิ้ว
Double sided-High Density
2
1.44 MB
3.5 นิ้ว
Double sided-Quad Density
2
2.88 MB
3.5 นิ้ว
Floptical Disk
2
120 MB










                          2. ฮาร์ดดิสก์
ฮาร์ดดิสก์ ทำจากแผ่นจานแม่เหล็กวางซ้อนกันหลาย ๆ แผ่น โดยที่ทุกแทรกและเซกเตอร์ที่มีตำแหน่งตรงกันของฮาร์ดดิสก์ในชุดหนึ่งจะเรียกว่าไซลินเดอร์ แผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ดดิสก์นั้นหมุนเร็วมาก โดยที่หัวอ่านและบันทึกจะไม่ไปสัมผัสกับผิวของจานแม่เหล็ก ดังนั้นหากหัวอ่านและบันทึกมีฝุ่นสะสมอยู่มาก หัวอ่านและบันทึกจะไปสัมผัสกับผิวของจานแม่เหล็ก ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการเรียกใช้ข้อมูลหรือเกิดความเสียหายได้ 


ส่วนประกอบของฮาร์ดดิสก์ 
          ฮาร์ดดิสก์ประกอบไปด้วยส่วนประกอบมากมายซึ่งต่อกันด้วยระบบกลไกทางจักรกล ผิดกับส่วนประกอบอื่นๆที่มีแต่ชิปอิเล็กทรอนิกต่อกันบนแผ่นวงจรไฟฟ้า ฮาร์ดดิสก์ทำมาจากแผ่นจานเหล็กกลมๆที่เคลือบสารแม่เหล็ก ไว้สำหับเก็บข้อมูล ( platter ) ซ้อนกันหลายๆชั้น ขึ้นอยู่กับความจุ โดยจานแม่เหล็กนี้จะติดกับมอเตอร์ที่ทำหน้าที่หมุนแผ่นจานเหล็กนี้ โดยจะมีแขนที่มีหัวอ่านข้อมูล ติดอยู่ตรงปลาย (Actuator) ทำหน้าที่อ่านข้อมูลจากจานเหล็ก ที่หมุนอยู่ด้วยความเร็วคงที่ ซึ่งความเร็วที่ว่านี้เราจะเรียกว่า "ความเร็วรอบ"
-          - แขนของหัวอ่าน (Actuator Arm) ทำงานร่วมกับ Stepping Motor ในการหมุนแขนของหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม สำหรับการอ่านเขียนข้อมูล โดยมีคอนโทรลเลอร์ ( Controller ) ทำหน้าที่แปลคำสั่งที่มาจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็เลื่อนหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เพื่ออ่านหรือเขียนข้อมูล และใช้หัวอ่านในการอ่านข้อมูล แต่ต่อมา Stepping Motor ได้ถูกแทนด้วย Voice Coil ที่สามารถทำงานได้เร็ว และแม่นยำกว่าStepping Motor



-          - หัวอ่าน (Head) เป็นส่วนที่ใช้ในการอ่านเขียนข้อมูล มีขนาดเล็กและมีความซับซ้อน จึงมีราคาแพง ภายในหัวอ่านมีลักษณะเป็น ขดลวด โดยในการอ่านเขียนข้อมูลคอนโทรลเลอร์(Controller) จะนำคำสั่งที่ได้รับมาแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้าแล้วป้อนเข้าสู่ขดลวดทำให้เกิดการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็ก ไปเปลี่ยนโครงสร้างของสารแม่เหล็ก ที่ฉาบบนแผ่นดิสก์ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลขึ้น

-          - แผ่นจานแม่เหล็ก (Platters) จะมีลักษณะเป็นจานเหล็กกลมๆ ที่เคลือบสารแม่เหล็กวางซ้อนกันหลายๆชั้น (ขึ้นอยู่กับความจุและจะถูกเหนี่ยวนำให้มีสภาวะเป็น 0 และเพื่อจัดเก็บข้อมูล โดยจานแม่เหล็กนี้จะติดกับมอเตอร์ ที่ทำหน้าที่หมุนแผ่นจานเหล็กนี้ ปกติฮาร์ดดิสก์แต่ละตัวจะมีแผ่นดิสก์ประมาณ 1-4 แผ่นแต่ละแผ่นก็จะเก็บข้อมูลได้ทั้ง 2 ด้าน

-          - มอเตอร์หมุนจานแม่เหล็ก (Spindle Moter) เป็นมอเตอร์ที่ใช้หมุนของแผ่นแม่เหล็ก ซึ่งสำคัญอย่างมากต่อความเร็วในการหมุนของฮาร์ดดิสก์ เพราะยิ่งมอเตอร์หมุนเร็วหัวอ่านก็จะเจอข้อมูลที่ต้องการเร็วขึ้น ซึ่งความเร็วนี้จะวัดกันเป็นรอบต่อนาที ( Rovolution Per Minute หรือย่อว่า RPM ) ถ้าเป็นฮาร์ดดิสก์รุ่นเก่าจะหมุนด้วยความเร็วเพียง 3,600 รอบ/นาที ต่อมาพัฒนาเป็น 7,200 รอบ/นาที และปัจจุบันหมุนได้เร็วถึง 10,000รอบ/นาที การพัฒนาให้ฮาร์ดดิสก์หมุนเร็วจะได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น

-           - เคส (Case) มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ใช้บรรจุกลไกต่างๆ ภายในแผ่นดิสก์เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่เกิดจากการหยิบ จับ และป้องกันฝุ่นละออง

2.1    ประวัติของฮาร์ดดิสก์
ฮาร์ดดิสก์นั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2499 (1956) โดยนักประดิษฐ์ยุคบุกเบิกแห่งบริษัทไอบีเอ็ม เรย์โนล์ด จอห์นสัน ซึ่งในขณะนั้น ฮาร์ดดิสก์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 20 นิ้ว มีความจุเพียงระดับ  เมกะไบต์เท่านั้น  (เทียบกับระดับกิกะไบต์ในปัจจุบัน ซึ่ง 1,000 MB = GB ) ตอนแรกใช้ชื่อว่า ฟิกส์ดิสก์ (fixed disk หรือจานบันทึกที่ติดอยู่กับที่) หรือ วินเชสเตอร์(Winchesters) ต่อมาภายหลังจึงเรียกว่า ฮาร์ดดิสก์(จานบันทึกแบบแข็ง) เพื่อจำแนกประเภทออกจาก ฟลอปปี้ดิสก์ (จานบันทึกแบบอ่อน)

2.2  การควบคุมฮาร์ดดิสก์
Hard Disk จะสามารถทำงานได้ต้องมีการควบคุมจาก CPU โดยจะมีการส่งสัญญาณการใช้งานไปยัง Controller Card ซึ่ง Controller Card แบ่งออกได้ประมาณ 5 ชนิด แต่มีเพียง 3 ชนิดที่ยังคงมีและใช้อยู่ในปัจจุบัน
2.2.1 IDE (Integrated Drive Electronics)
ฮาร์ดดิสก์แบบ IDEเป็นมาตรฐานที่ไดรับความนิยมอย่างสูง แต่ก็ยังมีความจุของข้อมูลและความเร็วในการทำงานเทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบ SCSI ไม่ได้ แต่ด้วยการพัฒนาที่รวดเร็วและต่อเนื่องกว่า จึงทำให้ฮาร์ดดิสก์แบบ IDE มีความจุและความเร็วเข้าใกล้ฮาร์ดดิสก์แบบ SCSI  มากขึ้น

2.2.2 SCSI (Small Computer System Interface)
เหมาะที่จะใช้สำหรับเครื่องประเภทเครื่องแม่ข่าย (Server ) มากกว่าเครื่องที่ใช้ตามบ้านเนื่องจากมีราคาแพงและการติดตั้งที่ยุ่งยากกว่า เพราะจะต้องมีการติดตั้งการ์ดควบคุมเพิ่มเติม 




2.2.3 Serial ATA (Advanced Technology Attachment) หรือ SATA
Serial ATA มีความเร็วในเข้าถึงข้อมูลถึง 150 Mbytes ต่อ วินาที และให้ผลตอบสนองในการทำงานได้เร็วมากในส่วนของ extreme application เช่น Game Home Video และ Home Network Hub มีจำนวน pin น้อยกว่า Parallel ATA


การเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์ 
- ควรเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุและความเร็วเหมาะสมกับลักษณะงานที่ใช้ เช่น งานพิมพ์เอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง และเล่นอินเทอร์เน็ต ควรมีความจุ 0-10 GB/5,400 RPM งานกราฟิก ตกแต่งภาพความละเอียดสูง เล่นเกม ความจุ 200-250 GB/7,200 RPM และงานสร้างมัลติมีเดีย
- ตัดต่อเสียงและวีดิโอ ควรมีความจุตั้งแต่ 320 GB ขึ้นไป/10,000 RPM เป็นต้น 
- ควรเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีการรับประกัน 

การดูแลรักษาฮาร์ดดิสก์
1.       ควรสแกนหาไวรัสเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือติดตั้งดปรแกรมสแกนไวรัสประจำเครื่องคอมพิวเตอร์และปรับปรุงโปรแกรมสแกนไวรัสอยู่เสมอ 
2.       ควรลบไฟล์ขยะเป็นประจำทุกวันหรือทุกสัปดาห์ โดยการเรียกใช้โปรแกรมอรรถประโยชน์ของวินโดว์ ได้แก่ Disk Cleanup 
3.       ควรสแกนดิสก์หาพื้นที่เก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ที่บกพร่อง ซึ่งมักเกิดจากการปิดเครื่องโดยไม่ได้ Shut downหรือไฟดับกะทันหัน ซึ่งทำได้โดยการเรียกใช้โปรแกรม Check Disk 
4.        ควรจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ให้เป็นระเบียบ เพื่อเพิ่มเนื้อที่เก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์และเข้าถึงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ได้รวดเร็วขึ้น โดยการเรียกใช้โปรแกรมยูทิลิที้ของวิโดวส์ได้แก่ Disk Defragmenter ซึ่งควรทำอย่างน้อยเดือนละครั้ง 

                        3. ออปติคัลดิสก์ 
ออปติคัลดิสก์ เป็นหน่วยความจำรองที่ใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์ในการบันทึกข้อมูล ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากกว่าฮาร์ดดิสก์ธรรมดา ออกติคัลดิสก์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้ 
3.1 ซีดีรอม (CD-Rom : Compact Disk-Read-Only Memory) เป็นหน่วยความจำรองที่บันทึกได้เพียงครั้งเดียว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นได้รวมทั้งไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมได้ ซีดีรอมไดร์ฟรุ่นแรกสุดนั้นมีความเร็วในการอ่านข้อมูลที่ 150 กิโลไบต์ต่อวินาที เรียกว่า มีความเร็ว เท่าหรือ 1X ซึ่งซีดีรอมไดร์ฟรุ่นหลัง ๆ ก็จะอ้างอิงความเร็วใจการอ่านข้อมูลจากรุ่นแรกเป็นหลัก เช่น ความเร็ว 52 เท่า (52X) เป็นต้น 

3.2 ซีดีอาร์ (CD-R : Compact Disk Recordable) เป็นหน่วยความจำรองที่เขียนข้อมูลลงแผ่นแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นได้ แต่ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลลงแผ่นเดิมได้จนกระทั่งแผ่นเต็ม 

3.3 ซีดีอาร์ดับบลิว (CD-RW : Compact Disk Rewrite) หน่วยความจำที่สามารถเขียนข้อมูลลงแผ่น และสามารถเขียนข้อมูลใหม่ทับลงในแผ่นเดิม หรือผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเนื้อหาต่าง ๆ ภายในแผ่นซีดีอาร์ดับบลิวได้คล้ายแผ่นฟลอปปี้ดิสก์ 

3.4 ดีวีดี (DVD : Digital Video Disk) เป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมแทนแผ่นซีดี เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลมาใช้มากขึ้น ซึ่งดีวีดีหนึ่งแผ่น สามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ 4.7กิโลไบต์ นิยมใช้บันทึกภาพยนตร์ หลังจากที่บันทึกข้อมูลลงแผ่นดีวีดีแล้ว ผู้ใช้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดีวีดีมี ชนิดได้แก่ 
 1) ดีวีดีรอม (DVD-ROM) ส่วนมากใช้กับการเก็บภาพยนตร์ที่มีความยาวเกินกว่าสองชั่วโมง 

2) ดีวีดี-อาร์ (DVD-R) ใช้ในการเก็บข้อมูลที่มีปริมาณมาก และราคาสูงกว่าดีวีดีรอม 

3) ดีวีดี-อาร์ดับบลิว (DVD-RW) เป็นเทคโนโลยีแบบแสงมีเครื่องอ่านดีวีดีแรมที่ให้ผู้ใช้บันทึก ลบ และบันทึกข้อมูลซ้ำลงบนแผ่นเดิมได้ 

3.5 บลูเรย์ดิสก์ (Blue Ray Disk) เป็นเทคโนโลยีแบบแสงล่าสุดที่สามารถบันทึกข้อมูลความละเอียดสูงได้ถึง 100 กิกะไบต์ ให้ภาพและเสียงที่คมชัด มักนำไปใช้ในการบันทึกภาพยนตร์ แต่แผ่น บลูเรย์ดิสก์จะมีราคาแพง 

คุณสมบัติของดีวีดี
-          - สามารถบันทึกข้อมูลวิดีโอที่ความละเอียดสูงได้ถึง 133 นาที
-         - การบีบอัดของวิดีโอในรูปแบบ MPEG-2 นั้นมีอัตราส่วนอยู่ที่ 4 : 0 : 1
-          - สามารถมีเสียงในฟิล์มได้มากถึง 8 ภาษา โดยในแต่ละภาษาอาจจะเป็นระบบเสียงสเตอริโอ หรือ ระบบเสียงรอบทิศทาง ในรูปแบบ Dolby Digital (AC-3) หรือ Digital Theater System (DTS)
-          - มีคำบรรยาย (Subtitle) ได้มากสูงสุดถึง 32 ภาษา
-          - ภาพยนตร์ดีวีดีบางแผ่นนั้น สามารถเปลี่ยนมุมกล้องได้ด้วย (Multiangle)
-          - สามารถทำภาพนิ่งได้สมบูรณ์เหมือนภาพสไลด์
-          - ควบคุมระดับสิทธิการเล่น (Parental Lock)
-          - มีรหัสพื้นที่ใช้งานเฉพาะพื้นที่กำหนด (Regional Codes)

การเลือกซื้อออปติคัลดิสก์
        1. ควรซื้อแผ่นที่ใส่ในหลอดแผ่นซีดี แบบ 50 แผ่น ไม่ควรซื้อแบบใส่ซองพลาสติก แบบซ้อนกันขาย เนื่องจากอาจเกิดรอยขีดข่วนบนแผ่นได้
        2. ควรเลือกสีเคลือบด้านบนที่เป็นมันวาว จะไม่สึกกร่อนง่าย
การดูแลรักษาออปติคัลดิสก์        1. เก็บแผ่นไว้ในกล่องหรือซองที่มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและรอยขีดข่วน
        2. ควรเช็ดทำความสะอาดแผ่นก่อนใช้
        3. ควรตรวจเช็คว่าแผ่นซีดีนั้นยังสามารถอ่านได้อยู่เสมอ และประมาณ ปี ควรนำแผ่นข้อมูลสำคัญมาบันทึกใหม่ 

                4.  แฟลชไดรฟ์ (Flash Drive)
แฟลชไดรฟ์ หรือ ยูเอสบีไดรฟ์ เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูลโดยใช้หน่วยความจำแบบแฟลช ทำงานร่วมกับยูเอสบี 1.1 หรือ 2.0 มีลักษณะเล็ก น้ำหนักเบาเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ไม่ต้องมีตัวขับเคลื่อน (Drive) สามารถพกพาไปไหนได้โดยต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย Port USB 
ปัจจุบันความจุของไดร์ฟมีตั้งแต่ 8, 16, 32, 64, 128 จนถึง 1024 เมกะไบต์ ทั้งนี้ยังมีไดร์ฟลักษณะเดียวกัน ในปัจจุบัน บางรุ่นมีความจุสูงถึง16 GB โดยทั่วไปไดรฟ์จะทำงานได้ในหลายระบบปฏิบัติการ รู้จักกันในชื่อต่างๆ รวมถึงทัมบ์ไดรฟ์”    “คีย์ไดรฟ์”   “จัมป์ไดรฟ์” และชื่อเรียกอื่น โดยขึ้นอยู่กับผู้ผลิต
ส่วนประกอบพื้นฐานภายในแฟลชไดรฟ์

1              USB connector
2              USB mass storage controller device
3              Test points
4              Flash memory chip
5              Crystal oscillator
6              LED
7              Write-protect switch
8              Unpopulated space for second flash memory chip

ชื่อเรียกของแฟลชไดรฟ์ 
(รวมถึงคำว่าแฟลชไดรฟ์) ไม่มีชื่อพื้นฐานที่กำหนด โดยผู้ผลิตได้ตั้งชื่อเป็นโมเดลของตัวเอง ซึ่งได้แก่
-          คีย์ไดรฟ์ (key drive)
-          จัมป์ไดรฟ์ (jump drive) เครื่องหมายการค้าของเล็กซาร์
-          ดาต้าคีย์ (data key)
-          ทราเวลไดรฟ์ (travel drive) เครื่องหมายการค้าของ เมโมเร็กซ์
-          ทัมบ์ไดรฟ์ (thumb drive)
-          ทัมบ์คีย์ (thumb key)
-          เพนไดรฟ์ (pen drive)
-          ฟิงเกอร์ไดรฟ์ (finger drive)
-          แฟลชไดรฟ์ (flash drive)
-          แฟลชดิสก์ (flash disk)
-          เมโมรีไดรฟ์ (memory drive)
-          ยูเอสบีไดรฟ์ (usb drive)
-          ยูเอสบีคีย์ (usb key)

               5. เทคโนโลยี HD-DVD
HD DVD ( High Definition DVD หรือ High Density DVD ) เป็นแผ่นข้อมูลแบบบันทึกด้วยแสง ( optical disc ) ที่ใช้บันทึกวิดีโอความละเอียดสูง ( high definition ) หรือข้อมูลชนิดอื่นๆ ก็ได้ HD DVD มีลักษณะใกล้เคียงกับ Blu-ray ซึ่งเป็นแผ่นบันทึกข้อมูลคู่แข่ง โดยใช้ขนาดแผ่นเท่ากับซีดีรอม

5.1    ประวัติของ HD DVD
HD DVD ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมหลายบริษัท เช่น โตชิบา, NEC, ซันโยไมโครซอฟท์ และอินเทล รวมถึงบริษัทภาพยนตร์อย่าง Universal Studios โตชิบายังได้ออกวางขายเครื่องเล่นแผ่น HD DVD เครื่องแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2006

5.2    ความจุของ HD DVD
HD DVD แบบเลเยอร์เดียวจุข้อมูลได้ 15GB และ 30GB สำหรับแบบสองเลเยอร์ โตชิบาได้ประกาศว่าจะผลิตแผ่นแบบ 3 เลเยอร์ที่จุได้ 45GB ในตัวแผ่น HD DVD สามารถใส่ข้อมูลชนิดดีวีดีแบบเดิม และ HD DVD ได้พร้อมกัน การอ่านข้อมูลใช้เลเซอร์ความยาวคลื่นแสงสีฟ้า (405นาโนเมตร )
ชั้นข้อมูลจะถูกบันทึกถัดไปจากพื้นผิว 0.6 มิลลิเมตรเช่นเดียวกับดีวีดีทั่วไป เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลวิดีโอคือ MPEG-2, Video Codec 1 และ H.264/MPEG-4 AVC สนับสนุนระบบเสียงแบบ7.1 ในส่วนความละเอียดของภาพนั้นขึ้นกับจอภาพที่ใช้ด้วย แต่สามารถขึ้นได้ที่ความละเอียดสูงสุด 1080p

5.3    HD DVD Player

6. Floptical Disk
เป็นการนำเทคโนโลยีด้านแสงเข้ามาช่วยในการบันทึกข้อมูล แต่ไม่ได้ใช้แสงโดยตรง ลักษณะ Floptical disk จะมีรูปร่างเหมือนฟล็อปปี้ดิสก์ขนาด 3.5 นิ้วทุกประการ แต่มีความจุมากขึ้นเป็น 120 เมกะไบต์ และตัวไดรว์ยังใช้อ่านเขียนข้อมูลแผ่นดิสก์ธรรมดาได้ด้วย 

6.1 หลักการของ Floptical Drive
หลักการของ Floptical Drive อาศัยการบันทึกข้อมูลด้วยสนามแม่เหล็กเหมือนฟล็อปปี้ดิสก์ธรรมดา แต่ใช้กลไกการอ่านที่เรียกว่า optical servo หรือวงจรเลื่อนตำแหน่งหัวอ่านควบคุมด้วยแสง ทำให้สามารถเลื่อนหัวอ่าน/เขียนได้ตรงกับแทรคที่มีความหนาแน่นกว่าดิสเก็ตธรรมดามาก

       7. ZIP drive 
พอสมควร Zip Drive มีทั้งรุ่นที่ต่อกับParallel port,USB port และแบบ SCSI และได้เพิ่มความจุจาก 100 เป็น 250 เมกะไบต์Iomega ยังได้ผลิต Jaz Drive ที่มีลักษณะเหมือนฮาร์ดดิสก์ถอดได้ โดยจะมีตัวไดรว์เป็นระบบSCSI เท่านั้น และมีแผ่นบรรจุข้อมูลขนาด 1 GB และ 2 GB นิยมใช้สำหรับการสำรองข้อมูลย้ายไปมา เนื่องจากมีความเร็วน้อยกว่าฮาร์ดดิสก์ และยังมีราคาแพงกว่า Zip หรือ Superdisk มาก

     8. เทปแบ็คอัพ ( Tape Backup ) 
เป็นอุปกรณ์สำหรับการสำรองข้อมูล ซึ่งเหมาะกับการสำรองข้อมูลทีมีขนาดใหญ่ๆ ระดับ 10-100 กิกะไบต์

    9. การ์ดเมมโมรี ( Memory Card )  
เป็นสื่อจัดเก็บข้อมูลประเภทหน่วยความจำสำรองแบบ flash memory ประเภทหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลลงไปได้โดยที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ข้อมูลไม่มีการสูญหายเมื่อปิดสวิตซ์  มีความเร็วสูงในการขนถ่ายเคลื่อนย้ายข้อมูล  ส่วนที่ใช้บันทึกข้อมูลของเมมโมรี่การ์ดจะเป็นชิป ซึ่งเรียกว่า solid state chips ซึ่งใช้กระบวนการทางไฟฟ้าในการบันทึกข้อมูล  และมีตัวควบคุมการอ่านและเขียนในตัว
การ์ดเมมโมรี ( Memory Card )   พัฒนาขึ้นเพื่อนำไปใช้กับอุปกรณ์เทคโนโลยีแบบต่างๆ เช่น กล้องดิจิทัล คอมพิวเตอร์มือถือ ( Personal Data Assistant PDA) โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ปัจจุบันมีเมมโมรี่การ์ดมากมายหลากหลายแบรนด์ และขนาดความจุ

แมมโมรีการ์ดแบบต่างๆ



(ที่มา : http://www.radompon.com/ictelearning/contentictm1/u01/u106.html)

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

5 Tips on How to Present Like Steve Jobs

Whenever I’m asked to speak to a group -- whether it’s a large gathering like a college commencement, or a smaller one like those found at a local chamber of commerce’s monthly breakfast -- I think of Steve Jobs, the master presenter. The co-founder of Apple didn’t just focus on statistics or technology in his communications; he sold the benefits of his company’s products.
Take a quick look at Jobs’ keynote address introducing the iPhone during the 2007 Macworld Conference & Expo. Visuals were used to illustrate a point, not to fill space or entertain. And no matter how brief or long the Jobs-led dog-and-pony show, you left the venue with a full understanding of what was presented.
We can all take some communications cues from Steve Jobs. Here are five that I recently came across from Jim Confalone, co-founder and creative director of ProPoint Graphics, a New York-based professional presentation design firm. 
1. Know the one critical point in your presentation -- then make it clear. Steve Jobs recognized that the human mind couldn’t process a mountain of material in one sitting. Any information or data that isn’t driving a specific message can be a distraction that weakens the impact of your presentation. Use only visuals that support your one point.
2. Acknowledge why people are listening to you. Your audience is in the room for a particular reason. It’s critical to understand why they’re listening to you so you can tune your presentation in a manner that makes them more receptive listeners. The same talk might play out very differently if it’s given to shareholders, engineers or sales people.
3. Make an immediate, personal connection. Jobs always began by trying to make an emotional connection with the audience, even though his goal was to sell technology. This connection builds empathy, which in turn encourages your audience to be more receptive to what you have to say.
4. Keep the audience focused on you the speaker, not your presentation. The audience isn’t there to look at your slides. They’re there to see and listen to the presenter. Keep their focus on you. That may mean bringing a prop to hold up and draw their attention to, or it may mean inserting a blank slide into your presentation so that the audience is forced to look at you. Steve Jobs often did this — again, drawing the audience’s attention to himself.
5. Know your story. You should know your content so completely that you are comfortable giving your presentation with no visuals at all. Steve Jobs was notoriously meticulous about his preparation, scripting everything. Other presenters prefer to have an element of spontaneity or improvisation. Regardless of your style, mastery of your story affords you the luxury of calm and clarity, essential components to a great presentation.
cr.http://www.entrepreneur.com/blog/223513


เมื่อใดก็ตามที่ฉันขอพูดกับกลุ่ม - ไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่เช่นการชุมนุมเริ่มวิทยาลัยหรือหนึ่งมีขนาดเล็กเช่นที่พบที่ห้องท้องถิ่นของอาหารเช้าของการค้ารายเดือน - ผมคิดว่าสตีฟจ็อบส์พรีเซนเตอร์หลัก ผู้ร่วมก่อตั้งของแอปเปิ้ลไม่ได้เพียงมุ่งเน้นสถิติหรือเทคโนโลยีในการสื่อสารของเขา เขาขายประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ของ บริษัท
ใช้เวลาดูอย่างรวดเร็วที่งาน 'ปาฐกถาพิเศษแนะนำ iPhone ในช่วงนิตยสาร Conference & Expo 2007 ภาพถูกนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นจุดไม่ได้ที่จะเติมช่องว่างหรือความบันเทิง และไม่ว่าสั้นหรือยาวการแสดงสุนัขและม้างานนำคุณออกจากสถานที่จัดงานมีความเข้าใจที่เต็มรูปแบบของสิ่งที่ถูกนำเสนอ
เราทุกคนสามารถใช้ชี้นำการสื่อสารจากสตีฟจ็อบส์ ที่นี่มีห้าที่ฉันเพิ่งมาข้ามจากจิม Confalone, ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการสร้างสรรค์ของ ProPoint กราฟิก บริษัท ออกแบบการนำเสนอนิวยอร์กตามที่เป็นมืออาชีพ
1. รู้จุดสำคัญหนึ่งในการนำเสนอของคุณ - แล้วทำให้มันชัดเจน สตีฟจ็อบส์ได้รับการยอมรับว่าจิตใจของมนุษย์ไม่สามารถประมวลผลภูเขาของวัสดุในหนึ่งนั่ง ข้อมูลใด ๆ หรือข้อมูลที่ไม่ได้ขับรถข้อความที่เฉพาะเจาะจงอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ไขว้เขวที่อ่อนตัวจากผลกระทบของการนำเสนอของคุณ ใช้ภาพเดียวที่สนับสนุนจุดหนึ่งของคุณ
2. รับทราบว่าทำไมผู้คนกำลังฟังคุณ ผู้ชมของคุณอยู่ในห้องด้วยเหตุผลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันสำคัญที่จะเข้าใจว่าทำไมพวกเขากำลังฟังคุณเพื่อให้คุณสามารถปรับแต่งนำเสนอของคุณในลักษณะที่ทำให้พวกเขาฟังเปิดกว้างขึ้น พูดคุยกันอาจจะเล่นออกแตกต่างกันมากถ้ามันให้กับผู้ถือหุ้นวิศวกรหรือคนขาย
3. ตรวจสอบให้ทันทีเชื่อมต่อส่วนบุคคล งานมักจะเริ่มต้นด้วยการพยายามที่จะทำให้การเชื่อมต่อทางอารมณ์กับผู้ชมถึงแม้ว่าเป้าหมายของเขาคือการขายเทคโนโลยี การเชื่อมต่อนี้สร้างความเห็นอกเห็นใจซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ผู้ชมของคุณจะเปิดกว้างมากขึ้นกับสิ่งที่คุณจะพูด
4. ให้ผู้ชมได้มุ่งเน้นไปที่คุณพูดไม่ได้นำเสนอของคุณ ผู้ชมไม่ได้มีการมองไปที่ภาพนิ่งของคุณ พวกเขากำลังมีที่จะเห็นและฟังพรีเซนเตอร์ ให้ความสำคัญของพวกเขากับคุณ ที่อาจหมายถึงการนำเสาที่จะถือขึ้นและดึงความสนใจของพวกเขาไปหรือมันอาจหมายถึงการใส่สไลด์ที่ว่างเปล่าในงานนำเสนอของคุณเพื่อให้ผู้ชมถูกบังคับให้มองไปที่คุณ สตีฟจ็อบส์มักจะทำอย่างนี้ - อีกครั้งดึงความสนใจของผู้ชมกับตัวเอง



5. รู้เรื่องราวของคุณ ที่คุณควรรู้เนื้อหาของคุณเพื่อให้สมบูรณ์ที่คุณมีความสะดวกสบายให้นำเสนอของคุณด้วยภาพในทุก สตีฟจ็อบส์เป็นฉาวโฉ่พิถีพิถันเกี่ยวกับการเตรียมของเขาเขียนสคริปต์ทุกอย่าง พิธีกรอื่น ๆ ชอบที่จะมีองค์ประกอบของความเป็นธรรมชาติหรือการปรับตัว โดยไม่คำนึงถึงสไตล์ของคุณการเรียนรู้เรื่องราวของคุณให้คุณมีความหรูหราขององค์ประกอบที่สำคัญในความสงบและความชัดเจนที่จะมีการนำเสนอที่ดี


how to present succesfully

  1. Above all, consider the audience. Remember the rule: ‘Its not about you, its about them’
  2. Keep to three main points
  3. Introduce yourself
  4. Finish on Time
  5. Look them in the eyes!
  6. Rehearse properly (dress rehearsal)
  7. If in doubt, cut it out
  8. Repeat questions from the audience (buys you time, checks your understanding of what they are asking, ensures everyone in the audience gets to hear the question)
  9. You are not supposed to know everything. It is acceptable to say ‘I don’t know, let me find out and get back to you’, or perhaps even more useful, reflect it back to the audience member by saying: ‘I don’t know, what do you think?’
  10. Have an objective for the meeting
  11. They will only remember 10% of what you say
  12. They are allowed to r; with you
  13. Interact with the audience throughout
  14. Have a friend there to keep notes
  15. The friend can also keep track of time
  16. Summarise at the end
  17. Thank them for listening to you
  18. Stay around afterwards for questions
  19. Give them your (e‐mail) address
Follow up afterwards with a note or e mail thanking them for inviting you 

credit:http://www.inspirechange.com/healthcare-professionals/top-tips/20-tips-how-to-present-successfully/

..
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
แปล
หนทางการนำเสนองานสู่ความสำเร็จ
  1. นอกเหนือจากสิ่งอื่นใด ควรจะจดจำไว้ว่า มันไม่ใช่เพื่อคุณ แต่เพื่อพวกเขา(ในที่นี่คงจะหมายถึงเนื่้องานที่จะนำเสนอละมั้งคะ)
  2. อธิบายโดยมีสามหัวข้อหลักสำคัญ
  3. แนะนำตัวของคุณเอง
  4. ควรนำเสนองานให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด
  5. มองตาของผู้ฟัง(ข้อนี้สำคัญมาก!)
  6. ควรฝึกสิ่งที่จะพูดให้เชี่ยวชาญ จะได้ไม่พลาดเวลานำเสนอจริง
  7. หากมีข้อสงสัยควรตัดมันออกไปก่อนแล้วนำเสนองานให้เสร็จ
  8. หลังจากนั้นถามคำถามซ้ำใหม่จากผู้ฟัง(ควรเหลือเวลาไว้เพื่อเช็คความเข้าใจและไขข้อสงสัยของคำถามที่ผู้ฟังถาม เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่ถาม)
  9. คุณไม่ควรจะรู้ทุกอย่าง มันเป็นที่ยอมรับที่จะพูดว่า 'ผมไม่ทราบว่าให้ฉันหาและได้รับกลับมาให้คุณ' หรือบางทีอาจจะได้ประโยชน์มากขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงกลับไปยังสมาชิกผู้ชมด้วยการพูดว่า: 'ผมไม่ทราบว่าสิ่งที่คุณคิด ?
  10. ควรมีจุดประสงค์สำหรับการประชุม
  11. พวกเขาจำได้เพียง10%ที่คุณนำเสนอ
  12. ผู้ฟังมีสิทธิ์ที่จะแย้งสิ่งที่คุณนำเสนอ
  13. คุณควรคุยโต้ตอบกับผู้ฟังสม่ำเสมอ
  14. คุณควรมีเพื่อนเพ่ือคอยบอกเวลาที่เหลือ
  15. และควรมีเพื่อนอยู่ที่นั่นเพื่อเก็บบันทึก
  16. คุณควรสรุปในตอนท้าย
  17. ขอบคุณผู้ฟังสำหรับการรับฟังการนำเสนอของคุณ
  18. คอยเดินสำรวจอยู่รอบๆเพื่อหาผู้ที่มีข้อสงสัย
  19. ให้เมลล์คุณกับเขาไป
  20. คอยติดตามหลังจากนั้นด้วยการบันทึกหรือ e-mail ขอบคุณพวกเขาสำหรับการเชิญชวนให้คุณมานำเสนองานให้เขา

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

หน่วยความจำรอง (Secondary Memory)


        หน่วยความจำรอง เป็นหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อมูล และโปรแกรมที่ต้องการใช้งานในคราวต่อไปได้ ซึ่งสามารถบรรจุข้อมูลและโปรแกรมได้เป็นจำนวนมาก เป็นหน่วยเก็บข้อมูลถาวรที่ผู้ใช้สามารถย้ายข้อมูลและคำสั่งที่อยู่ในหน่วยความจำแรม ขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานมาจัดเก็บไว้ได้ด้วยคำสั่งบันทึกของโปรแกรมประยุกต์ ทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลและคำสั่งมาใช้ในภายหลัง ซึ่งหน่วยความจำรองมีความจุข้อมูลมากกว่าหน่วยความจำหลักและมีราคาถูกกว่า แต่เข้าถึงข้อมูลได้ช้ากว่าหน่วยความจำแรม อุปกรณ์หน่วยความจำรองที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้ 

1. ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) 

        เป็นอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลได้มาก สามารถเก็บได้อย่างถาวร โดยไม่จำเป็นต้องมีไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา เมื่อปิดเครื่องข้อมูลก็จะไม่สูญหาย จึงถูกจัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บระบบปฏิบัติการ โปรแกรม และข้อมูลต่าง ๆ ฮาร์ดดิสก์มีหน่วยความจุตั้งแต่เป็นไบต์ เมกะไบต์ จนถึงจิกะไบต์ หากเครื่องคอมพิวเตอร์มีความจุของฮาร์ดดิสก์มากก็จะทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้มาก 
ฮาร์ดดิสก์ 


        ฮาร์ดดิสก์ ทำจากแผ่นจานแม่เหล็กวางซ้อนกันหลาย ๆ แผ่น โดยที่ทุกแทรกและเซกเตอร์ที่มีตำแหน่งตรงกันของฮาร์ดดิสก์ในชุดหนึ่งจะเรียกว่าไซลินเดอร์ แผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ดดิสก์นั้นหมุนเร็วมาก โดยที่หัวอ่านและบันทึกจะไม่ไปสัมผัสกับผิวของจานแม่เหล็ก ดังนั้นหากหัวอ่านและบันทึกมีฝุ่นสะสมอยู่มาก หัวอ่านและบันทึกจะไปสัมผัสกับผิวของจานแม่เหล็ก ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการเรียกใช้ข้อมูลหรือเกิดความเสียหายได้

การเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์ 

        1. ควรเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุและความเร็วเหมาะสมกับลักษณะงานที่ใช้ เช่น งานพิมพ์เอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง และเล่นอินเทอร์เน็ต ควรมีความจุ 0-10 GB/5,400 RPM งานกราฟิก ตกแต่งภาพความละเอียดสูง เล่นเกม ความจุ 200-250 GB/7,200 RPM และงานสร้างมัลติมีเดีย ตัดต่อเสียงและวีดิโอ ควรมีความจุตั้งแต่ 320 GB ขึ้นไป/10,000 RPM เป็นต้น

        2. ควรเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีการรับประกัน

การดูแลรักษาฮาร์ดดิสก์ 

        1. ควรสแกนหาไวรัสเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือติดตั้งดปรแกรมสแกนไวรัสประจำเครื่องคอมพิวเตอร์และปรับปรุงโปรแกรมสแกนไวรัสอยู่เสมอ

        2. ควรลบไฟล์ขยะเป็นประจำทุกวันหรือทุกสัปดาห์ โดยการเรียกใช้โปรแกรมอรรถประโยชน์ของวินโดว์ ได้แก่ Disk Cleanup

        3. ควรสแกนดิสก์หาพื้นที่เก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ที่บกพร่อง ซึ่งมักเกิดจากการปิดเครื่องโดยไม่ได้ Shut down หรือไฟดับกะทันหัน ซึ่งทำได้โดยการเรียกใช้โปรแกรม Check Disk

        4. ควรจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ให้เป็นระเบียบ เพื่อเพิ่มเนื้อที่เก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์และเข้าถึงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ได้รวดเร็วขึ้น โดยการเรียกใช้โปรแกรมยูทิลิที้ของวิโดวส์ได้แก่ Disk Defragmenter ซึ่งควรทำอย่างน้อยเดือนละครั้ง



2. ออปติคัลดิสก์ 

        ออปติคัลดิสก์ เป็นหน่วยความจำรองที่ใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์ในการบันทึกข้อมูล ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากกว่าฮาร์ดดิสก์ธรรมดา ออกติคัลดิสก์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้

        2.1 ซีดีรอม (CD-Rom : Compact Disk-Read-Only Memory) เป็นหน่วยความจำรองที่บันทึกได้เพียงครั้งเดียว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นได้รวมทั้งไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมได้ ซีดีรอมไดร์ฟรุ่นแรกสุดนั้นมีความเร็วในการอ่านข้อมูลที่ 150 กิโลไบต์ต่อวินาที เรียกว่า มีความเร็ว 1 เท่าหรือ 1X ซึ่งซีดีรอมไดร์ฟรุ่นหลัง ๆ ก็จะอ้างอิงความเร็วใจการอ่านข้อมูลจากรุ่นแรกเป็นหลัก เช่น ความเร็ว 52 เท่า (52X) เป็นต้น


ซีดีรอม

        2.2 ซีดีอาร์ (CD-R : Compact Disk Recordable) เป็นหน่วยความจำรองที่เขียนข้อมูลลงแผ่นแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นได้ แต่ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลลงแผ่นเดิมได้จนกระทั่งแผ่นเต็ม


ซีดีอาร์ 

        2.3 ซีดีอาร์ดับบลิว (CD-RW : Compact Disk Rewrite) หน่วยความจำที่สามารถเขียนข้อมูลลงแผ่น และสามารถเขียนข้อมูลใหม่ทับลงในแผ่นเดิม หรือผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเนื้อหาต่าง ๆ ภายในแผ่นซีดีอาร์ดับบลิวได้คล้ายแผ่นฟลอปปี้ดิสก์

ซีดีอาร์ดับบลิว


        2.4 ดีวีดี (DVD : Digital Video Disk) เป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมแทนแผ่นซีดี เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลมาใช้มากขึ้น ซึ่งดีวีดีหนึ่งแผ่น สามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ 4.7 กิโลไบต์ นิยมใช้บันทึกภาพยนตร์ หลังจากที่บันทึกข้อมูลลงแผ่นดีวีดีแล้ว ผู้ใช้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดีวีดีมี 3 ชนิดได้แก่

            1) ดีวีดีรอม (DVD-ROM) ส่วนมากใช้กับการเก็บภาพยนตร์ที่มีความยาวเกินกว่าสองชั่วโมง

ดีวีดีรอม

            2) ดีวีดี-อาร์ (DVD-R) ใช้ในการเก็บข้อมูลที่มีปริมาณมาก และราคาสูงกว่าดีวีดีรอม

ดีวีดี-อาร์



            3) ดีวีดี-อาร์ดับบลิว (DVD-RW) เป็นเทคโนโลยีแบบแสงมีเครื่องอ่านดีวีดีแรมที่ให้ผู้ใช้บันทึก ลบ และบันทึกข้อมูลซ้ำลงบนแผ่นเดิมได้

ดีวีดี-อาร์ดับบลิว


            2.5 บลูเรย์ดิสก์ (Blue Ray Disk) เป็นเทคโนโลยีแบบแสงล่าสุดที่สามารถบันทึกข้อมูลความละเอียดสูงได้ถึง 100 กิกะไบต์ ให้ภาพและเสียงที่คมชัด มักนำไปใช้ในการบันทึกภาพยนตร์ แต่แผ่น บลูเรย์ดิสก์จะมีราคาแพง 

บลูเรย์ดิส 

การเลือกซื้อออปติคัลดิสก์ 

        1. ควรซื้อแผ่นที่ใส่ในหลอดแผ่นซีดี แบบ 50 แผ่น ไม่ควรซื้อแบบใส่ซองพลาสติก แบบซ้อนกันขาย เนื่องจากอาจเกิดรอยขีดข่วนบนแผ่นได้

        2. ควรเลือกสีเคลือบด้านบนที่เป็นมันวาว จะไม่สึกกร่อนง่าย

การดูแลรักษาออปติคัลดิสก์ 

        1. เก็บแผ่นไว้ในกล่องหรือซองที่มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและรอยขีดข่วน

        2. ควรเช็ดทำความสะอาดแผ่นก่อนใช้

        3. ควรตรวจเช็คว่าแผ่นซีดีนั้นยังสามารถอ่านได้อยู่เสมอ และประมาณ 2 ปี ควรนำแผ่นข้อมูลสำคัญมาบันทึกใหม่


3. อุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช 

        อุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช (flash memory device) แฟลชไดร์ฟ (flash drive)

        ธัมไดร์ฟ (thumb drive) หรือแฮนดี้ไดร์ฟ (handy drive) เป็นความจำประเภทรอมที่เรียกว่า อีดีพร็อม (Electrically Erasable Programmable Read Only Memory : EEPROM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ สามารถเก็บข้อมูลได้เหมือนฮาร์ดดิสก์ คือ สามารถเขียนและลบข้อมูลได้ตามต้องการ และเก็บข้อมูลได้แม้ไม่ได้ต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำชนิดนี้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา พกพาได้สะดวก



ธัมไดร์ฟ

การเลือกซื้ออุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช 

        1. ควรเลือกที่มีความแข็งแรงขนาดไม่ใหญ่เกินไป และฝาปิดควรให้เชื่อมต่อกับตัวหน่วยความจำ เพื่อไม่ให้สูญหายง่าย

        2. เลือกขนาดความจุและราคาที่เหมาะสม

        3. ควรเลือกที่มีการรับประกัน


การดูแลรักษาอุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช 

        เมื่อเลิกใช้หน่วยความจำแบบแฟลชที่ต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องยกเลิกการเชื่อมต่อ โดยคลิกขวาที่การเชื่อมต่อด้านขวามือของทาส์กบาร์ คลิก Safe To Remove Hardware จากนั้นคลิก stop และ close ที่หน้าจอ ไม่ควรดึงออกจากการต่อเชื่อมเลยทันที

วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557

องค์ประกอบของสารสนเทศ

  ระบบสารสนเทศประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้

1. Hardware
หมายถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการจัดกระทำกับข้อมูล ทั้งที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข 
2. Software
หมายถึง ชุดคำสั่ง หรือเรียกให้เข้าง่ายว่า โปรแกรม ที่สามารถสั่งการให้คอมพิวเตอร์ทำงานในลักษณะที่ต้องการภายใต้ขอบเขตความสามารถที่เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมนั้น ๆ สามารถทำได้ ซอร์ฟแวร์แบ่งออกเป็น ซอร์ฟแวร์ระบบ และ ซอร์ฟแวร์ประยุกต์ 
-ซอร์ฟแวร์ระบบ คือ ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการกับฮาร์ดแวร์ คอมพิวเตอร์ และเพื่อจัดเตรียมและบำรุงรักษาแพลตฟอร์มจากการทำงานของโปรแกรมประยุกต์ 
-ซอร์ฟแวร์ประยุกต์ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับงานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ซอฟต์แวร์ประยุกต์แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ ซอฟต์แวร์สำเร็จในปัจจุบันมีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ฯลฯ
3 User
หมายถึง กลุ่มผุ้คนที่ทำงานหรือเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ 
4. Data 
หมายถึง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่อาจอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตัวหนังสือ แสง สี เสียง สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ภาพ วัตถุ หรือ หลาย ๆ อย่างผสมผสานกัน ซึ่งข้อมูลที่ดีจะต้องมีความถูกต้อง ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ 
5. Procedure 
หมายถึง ขั้นตอน กระบวนการต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานในระบบสารสนเทศ

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การนำเสนองานเบื้องต้น

Introduction

การนำเสนอและการประชุมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินงานและการติดต่อทางธุรกิจ การนำเสนอในที่นี้หมายถึงการบรรยาย การอธิบายเกี่ยวกับงานส่วนต่างๆบางส่วน หรือทุกส่วนให้แก่ผู้ร่วมงานได้ทราบ ทั้งนี้ เพื่อรายงาน พิจารณาร่วมกัน เพื่อสั่งการหรือนำเสนอให้แก่ผู้จะเข้าร่วมทำธุรกิจทราบแนวทางและความเป็นไปได้ที่จะทำธุรกิจร่วมกัน รูปแบบของการนำเสนอนั้นอาจแตกต่างกันไปตามสถานการณ์และความเหมาะสม แต่บ่อยครั้งการนำเสนอมักเกิดขึ้นควบคู่กับการประชุมจนเกือบจะเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของการประชุมไป
เนื้อหาในภาค นี้เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการพูดในขั้นต่างๆของการนำเสนอ โดยเริ่มต้นที่การกล่าวนำและสิ้นสุดที่การสรุป การกล่าวนำประกอบด้วยการกล่าวทักทายเรื่องหรือวัตถุประสงค์ของการนำเสนอและโครงร่างคร่าวๆของการนำเสนอ โดยมีวิธีการพูดถึงแต่ละส่วนตามลำดับต่อไปนี้1.    Greeting, Name, position( การทักทาย,ชื่อ,ตำแหน่ง )
Good morning. My name’s……I’m the new manager.
Ladies and Gentlemen. It’s an honor to have the opportunity to address such a distinguished audience.
Good morning. Let me start by saying just a few words about my own background. I started out in….
Welcome to …… I  know I’ve met some of you, but just for the benefit of those I haven’t, my name’s ….
2.    Title(หัวข้อที่จะพูด)I’d like to talk (to you) today about…
I’m going to present the recent…
I’m going to explain…
I’m going to brief you about…
I’m going to inform you about…
I’m going to describe…
I’m going to give a demonstration on…
3.    Purpose(จุดมุ่งหมาย)
The purpose of this talk is to update you on…
The purpose of this talk is to put you picture about…
The purpose of this talk is to give you the background to…
The purpose of this talk is to describe…
The purpose of this talk is to demonstrate…
The purpose of this talk is to show you…
4.    Length( ระยะเวลาที่พูด)
I shall only take (…) minutes of your time.
I plan to be brief.This should only last(…) minutes.
5.    Outline/Main parts(เค้าโครง/ประเด็นหลัก)
I’ve divided my presentation into four parts/sections.They are…
Firstly/first of all…Secondly/then/next…Thirdly/and then we come to…Finally/lastly/last of all…
6.    Questions.(คำถาม)
I’d be glad to answer any questions at the end of my talk.
I’d be glad to answer any questions at the end of my presentation.
If you have any questions, please feel free to interrupt.
Please interrupt me if there’s something which needs clarifying.
Otherwise, there’ ll be time for discussion at the end. 


การกล่าวนำ (Introduction)


บทที่ การกล่าวนำ
(Introduction)


การนำเสนอและการประชุมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินงานและการติดต่อทางธุรกิจ การนำเสนอในที่นี้หมายถึงการบรรยาย การอธิบายเกี่ยวกับงานส่วนต่างๆบางส่วน หรือทุกส่วนให้แก่ผู้ร่วมงานได้ทราบ ทั้งนี้ เพื่อรายงาน พิจารณาร่วมกัน เพื่อสั่งการหรือนำเสนอให้แก่ผู้จะเข้าร่วมทำธุรกิจทราบแนวทางและความเป็นไปได้ที่จะทำธุรกิจร่วมกัน รูปแบบของการนำเสนอนั้นอาจแตกต่างกันไปตามสถานการณ์และความเหมาะสม แต่บ่อยครั้งการนำเสนอมักเกิดขึ้นควบคู่กับการประชุมจนเกือบจะเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของการประชุมไป เนื้อหาในภาค นี้เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการพูดในขั้นต่างๆของการนำเสนอ โดยเริ่มต้นที่การกล่าวนำและสิ้นสุดที่การสรุป การกล่าวนำประกอบด้วยการกล่าวทักทายเรื่องหรือวัตถุประสงค์ของการนำเสนอและโครงร่างคร่าวๆของการนำเสนอ โดยมีวิธีการพูดถึงแต่ละส่วนตามลำดับต่อไปนี้

1.Greeting, Name, position( การทักทาย,ชื่อ,ตำแหน่ง )
Good morning. My name’s……I’m the new manager.
Ladies and Gentlemen. It’s an honor to have the opportunity to address such a distinguished audience.
Good morning. Let me start by saying just a few words about my own background. I started out in….
Welcome to …… I  know I’ve met some of you, but just for the benefit of those I haven’t, my name’s ….

2.Title(หัวข้อที่จะพูด)
I’d like to talk (to you) today about…
I’m going to present the recent…
I’m going to explain…
I’m going to brief you about…
I’m going to inform you about…
I’m going to describe…
I’m going to give a demonstration on…
3.    Purpose(จุดมุ่งหมาย)
The purpose of this talk is to update you on…
The purpose of this talk is to put you picture about…
The purpose of this talk is to give you the background to…
The purpose of this talk is to describe…
The purpose of this talk is to demonstrate…
The purpose of this talk is to show you…

4.    Length( ระยะเวลาที่พูด)
I shall only take (…) minutes of your time.
I plan to be brief.This should only last(…) minutes.

5.    Outline/Main parts(เค้าโครง/ประเด็นหลัก)
I’ve divided my presentation into four parts/sections.They are…
Firstly/first of all…Secondly/then/next…Thirdly/and then we come to…Finally/lastly/last of all…

6.    Questions.(คำถาม)
I’d be glad to answer any questions at the end of my talk.
I’d be glad to answer any questions at the end of my presentation.
If you have any questions, please feel free to interrupt.
Please interrupt me if there’s something which needs clarifying.
Otherwise, there’ ll be time for discussion at the end. 


cr.http://thai2eng.blogspot.com/2011/03/blog-post_5330.html
    http://www.gotoknow.org/posts/40872